posted on 05 Apr 2009 16:56 by lns-bdz in Suppe-Hera
เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมเพิ่งได้ฟลุตอันแรกในชีวิตนะ ย้ำ!!! มันเป็นอันแรกในชีวิตของผมนะครับ โชว์รูปหน่อย

พร้อมกระเป๋ามาเรียบร้อย

มันก็มีอยู่ 3 ท่อนนี่แหละ

ประกอบ 1...2...3 ชึบ!
มันเป็นความฝันของผมที่มีมานานแล้วเหมือนกัน ฝันไว้ว่าอยากจะเรียนดนตรีสากลมานานแล้ว แต่ก็ติดขัดหลายอย่างด้วยจังหวะเวลาที่ไม่ดีและฟอร์มที่ต้องให้ดูดีหน่อย ตอนนี้ถึงเวลาอันสมควร ผมก็ได้เริ่มมาเล่นดนตรีสากลจริงๆ จังๆ ซะทีนะ
โดยส่วนตัวคือเริ่มเรียนดนตรีมาตั้งแต่เดือนเมษา 47 ช่วงนั้นกระแสหนังโหมโรงกำลังบูมพอดี เรียนระนาดเอก แต่ว่าเรียนได้ไม่เท่าไหร่ก็เลิกไป เพราะ "ไม่ใช่ตัวเรา" และมันยากต่อการต่อยอด ในเมื่อครูก็ได้แต่สอนอยู่ในกรอบแคบๆ แต่จริงๆ ผมก็ทำได้ดีพอสมควร เคยไปแสดง ใน-นอกโรงเรียนหลายครั้ง (ถ้ามีครูที่สอนได้ดีจริงๆ อย่างที่ผมคาดไว้ ผมคงกลับมาเรียนดนตรีไทยอีกครั้งนึงแหละครับ) หลังจากนั้นก็เรียนตามโรงเรียนบังคับมาตลอด (Recorder ขลุ่ยเพียงออ) แล้วที่ลงวิชาเพิ่มเติมตอน ม.4 ที่ผ่านมาก็ลง Mouth Organ ซึ่งก็ยอมรับว่ามันง่ายมาก เอาแค่วันเดียว เป่าๆ ดูดๆ ก็แกะเพลงเล่นไปแล้ว 1 เพลง แล้วเพลงนั้น บังเอิญมันเป็นเพลงเดียวกะที่ใช้สอบ Final (เพลงอะไรเดี๋ยวค่อยถามกันนอกรอบแล้วกัน ยังไม่บอก)
ก็ยอมรับนะว่าในบรรดาดนตรีสากลที่เคยเล่น ยอมรับเลยว่า Flute เล่นยากสุด (และยากสุดในบรรดาเครื่อง Wood Wind ทั้งหมดด้วย เพราะอันที่จริง มันก็อยู่ในเครื่อง Brass มาก่อน แต่มันมีขนาดเล็ก เลยจัดอยู่ในกลุ่ม Wood Wind ไป) แต่การเรียนเพิ่งผ่านไปแค่ 1 ชั่วโมง มันเลยไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ผมยังเป่าให้ได้เสียงไม่ได้ ตอนนี้วันที่สอง เป่าแล้วเสียงเริ่มออกแล้ว แต่ยังมีเสียงลมอีกเยอะครับ ตอนแรกนี่เป่ายังไม่ได้เลย อายเด็กมาก เพราะดันเพิ่งมาเรียนตอนแก่ - -* แต่เอาแค่ชั่วโมงนั้น เสียงยังเริ่มออกมาแล้ว ก็โอเคครับ ยากหน่อย แต่พอเป็นแล้วสบาย Flute ยากตรงเป่าให้เป็นเสียงนี่แหละครับ แต่เอาเรื่องเทคนิคในการเล่น Saxophone น่าจะยากกว่าแบบที่คาดไม่ถึงเลยนั่นแหละ
ปีนี้เป็นปีแรกที่ผมได้ไปทัศนศึกษา ถ้าจำไม่ผิด ไปที่ซาฟารีเวิลด์ ไปดูสวนสัตว์ ไปดูโชว์ ก็เท่านั้น แต่จากความทรงจำของคนอื่น บอกผมมาว่าผมคงติดใจโชว์ลิงอุรังอุตังชกมวยมาก ประมาณว่าจะดูอีกรอบ แต่ก็ไม่ได้ ตอนนั้นผมรู้สึกเสียดายเหมือนกันนะ มารู้ทีหลังว่าตอนนี้ไม่มีโชว์นี้อีกละ ตอนหลังๆ ที่ไปก็รู้สึกเสียดาย ผมว่าตอนนั้นผมรู้สึกตื่นเต้นนะ
แล้วอีกเรื่องนึงที่ผมอยากจะเล่า คือเพื่อนผู้หญิงห้องเดียวกันคนนึงที่จะเดินลงมาด้วยกันกับผม ผมยังจำได้ดี เพราะคนนี้ ต่อมาคือเพื่อนรายสำคัญที่สนิทกับผมเป็นการส่วนตัวอยู่เหมือนกัน ชื่ออะไร ขอเป็น ข้อมูลปกปิด ก็แล้วกัน แต่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว เพราะแกอยู่ที่เตรียมอุดมฯ ซึ่งปัจจุบันผมก็ยังติดต่อกันอยู่ ทาง Hi5 ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้เจอกันอีกทีเมื่อใด เช่นเดียวกับเพื่อนเตรียมอุดมฯ คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ 304#39 เพราะผมก็ไม่ได้เจอหลายๆ คนอีกเลย หลังจากที่ผมตัดสินใจมาที่มหิดลวิทยานุสรณ์
อีกเรื่องนึง แม่ผมเล่าให้ผมฟัง เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงประมาณไหน ผมจำไม่ได้ แต่ประมาณช่วงนี้แหละ เรื่องเกิดขึ้นที่เซ็นทรัล(หรือเดอะมอลล์) รามคำแหง คือผมไปวิ่งชนกระจกประตูอัตโนมัติจนหน้าผากเป็นรอยบุบ อย่างที่บอกนะ คือผม "ซน" มากๆๆ ก็เลยเป็นเหตุของเรื่องนี้ แล้วจากความทรงจำของคนอื่น บอกว่า ผมวิ่งพล่านไปทั่ว ขนาดคนอื่นเอาไว้ไม่อยู่ ซึ่งเรื่องนี้มีภาคต่ออีกแหละครับ คอยอ่านกันต่อไปครับ คืนนี้ (13 มกราคม 2552) ผมโพสต์มาเป็นตอนที่ 4 ของวันนี้แล้ว ผมขอพักเถอะ
อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่ตอนที่แล้ว ว่าผมจะเล่าเรื่องตัวเองสมัยอนุบาล 2 ให้คุณได้อ่านกัน แน่นอนว่าตอนนี้มีอะไรให้ผมเล่าเยอะพอสมควรหน่อย ความทรงจำไม่เลือนลางแบบอนุบาล 1 แต่ก็หายไปเยอะเหมือนกัน เอาละครับ ผมเล่าเลยแล้วกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น
ตอนนี้ผมอยู่อนุบาล 2/2 ขึ้นชั้น 2 ของตึกอนุบาลตึกเดิม เสื้อเอี๊ยมเปลี่ยนสีครับ มาใช้สีเหลืองแทน เรื่องเสื้อเอี๊ยมผมบอกว่าน่าจะเป็นธรรมเนียมประเพณีของโรงเรียนถนอมพิศวิทยาเลยมั้ง ที่ว่าเสื้อเอี๊ยมของอนุบาล 1-2 แต่ละห้องสีจะต่างกัน อย่าง 2/1 สีแดง 2/2 สีเหลือง รู้สึกจะไล่ตามสีประจำวันเลยมั้ง ถ้าจำไม่ผิดนะ
ตอนนี้เป็นช่วงนึงที่ว่าผม "ซน" เอามากๆ ไปรื้อของในห้องเรียนบ้าง แล้วก็วิ่งไปดูพัดลมห้องข้างๆ แบบที่ผมเองตอนนั้นก็ไม่ทราบสาเหตุเหมือนกันว่าเพราะอะไร ผมว่าตอนนั้นมันน่าจะเพลินดีมั้ง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
มีความทรงจำของผมอยู่เรื่องนึงที่ผมเองก็จำไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นช่วงเวลาไหน แต่ชัดเจนอยู่เหมือนกัน ว่าครั้งนึงผมเคยไปเรียนเปียโน ตรงซอยข้างๆ Big C ลาดพร้าว ผมไม่ได้เต็มใจไปแหละ ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงปิดเทอมช่วงใดช่วงนึง แต่คาดว่าประมาณนี้แหละครับ ผมนั่งรถเบนซ์คุณตาไปเรียน ทั้งๆ ที่ผมไม่เต็มใจหรอก แต่ผมเป็นเด็กเล็กที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ก็ต้องไปครับ ที่ที่เรียนเปียโน ถ้าจำไม่ผิด เป็นบ้านไม้ ผมรู้สึกไม่ดีอยู่เหมือนกัน บรรยากาศดูมืดๆ ทึมๆ เข้าไปในบ้าน ขึ้นบันไดไป เปียโนอยู่ที่ชานระหว่างชั้น ผมไปนั่งหน้าเปียโน แล้วก็มีผู้หญิงท่าทางมีอายุคนนึงเข้ามาที่ผม มาประมาณว่าบังคับผมให้กดเปียโน ผมรู้สึกว่ามันทรมานมากๆ ช่วงนั้นเรียนได้ไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้งก็ไม่ค่อยนานเท่าไหร่ เพราะผมก็เริ่มทนไม่ไหวกับการกระทำที่สุดโหดของครูสอน ต้องเลิกเรียนไปในที่สุด
แล้วอีกเรื่องนึงที่ความทรงจำชัดเจนอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นปิดเทอมอีกเช่นกัน แต่คนละช่วงกับเรื่องแรก จำไม่ได้ว่าช่วงไหนเหมือนกัน แต่ตอนนั้นอยู่ประมาณอนุบาลนี่แหละ คือช่วงนั้นไปเรียนว่ายน้ำที่สระของโรงเรียนนั่นแหละ ลงเรียนสระใหญ่ ซึ่งก็ใหญ่จริงๆ น่าจะประมาณสระขนาดมาตรฐานได้ ก็ลงเรียน ตอนนั้นสระดูลึกมากๆ สำหรับผม ต้องใช้ห่วงยางเวลาลงว่าย แล้วทีนี้ครูจะให้ถอดห่วงยางออกครับ พอถอดเท่านั้นแหละ ผมถึงกับจมน้ำหมดสติไปเลย มารู้สึกตัวอีกทีที่บ้าน แล้วหลังจากนั้น ผมก็กลายเป็นคนกลัวการลงว่ายน้ำในสระลึกๆ โดยปริยาย เพราะกลัวฝังใจ จนเพิ่งมาหายกลัวประมาณ ป.2 ได้มั้ง
เล่าต่อจากตอนที่แล้ว ชีวิตตอนอนุบาล 1 ผมเป็นเด็กที่ค่อนข้างจะ"ซน" ตามความคิดของใครต่อใครในตอนนั้น อีกอย่างนึง คือผมค่อนข้างที่จะเป็น "คุณหนู" เอามากๆ ประมาณว่าผมปวด_ี้แล้วทำอะไรไม่ได้เลย ครูต้องพาผมไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ยอมรับว่าช่วงนั้นผมทำอะไรเองไม่ค่อยเป็น ต้องให้คนอื่นทำให้ตลอด อาบน้ำผมก็ยังไม่อาบเอง แม่อาบให้ตลอด แต่ยอมรับว่าตอนนั้นก็ตั้งนานแล้ว ความทรงจำเริ่มเลือนลางไปเรื่อยๆ ทีละอย่างสองอย่าง ผมก็พยายามรีดความทรงจำของตัวเองออกมาเขียนให้คุณอ่านได้มากที่สุดก็แล้วกัน
ตอนนั้นผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะ Hypertactive ด้วย อยู่ไม่ค่อยนิ่ง หาเรื่องออกกำลังกายตลอด จึงไม่แปลกใจอะไรครับที่ช่วงนั้นผมจึงออกจะสูงกว่าคนอื่นๆ ในวัยเดียวกัน ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด เลขที่ผมอยู่ท้ายสุดของห้อง โดนเรียกท้ายสุดตลอด ตอนนั้นผมก็นั่งโต๊ะไม้เรียนแล้ว นั่งเรียนห้องพัดลม แล้วก็นั่งมาเรื่อยๆ อีก 10 กว่าปี เพิ่งเปลี่ยนมานั่งโต๊ะ Lab เรียนเร็วๆ นี้ (แต่บางวิชาก็นั่งโต๊ะธรรมดาอยู่ดี) ผมบอกว่ามันเป็น Pattern ที่ค่อนข้างจำเจอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมก็ได้ข่าวว่าทั้งโรงเรียนเปลี่ยนมาเป็นห้องแอร์หมดแล้ว แล้วเด็กอนุบาลก็ไม่ได้นั่งโต๊ะไม้เรียนแบบรุ่นผมอีกแล้วละครับ ผมว่าการนั่งโต๊ะไม้ในห้องพัดลมเป็นอดีตที่น่าจะจดจำอยู่เหมือนกัน เพราะเราคงไม่มีโอกาสจะได้ทำเช่นนั้นอีกแล้ว
งานอดิเรกที่เป็นความชอบของผมในตอนนั้นก็แปลกจากเด็กอื่นๆ อยู่เหมือนกัน ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ ชอบอ่านหนังสือระดับเด็กโตเขาอ่าน แต่ผมไม่ค่อยอ่านเนื้อหา ผมเน้นดูรูปมากกว่า ตอนนั้นผมยังอ่านไม่ค่อยเก่งหรอก แต่การอ่านก็เป็น 1 ในนิสัยหลักของผมมาจนทุกวันนี้ แล้วอีกอย่างนึง ที่แปลก คือผมชอบหน้าพระเครื่องอย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่รู้อะไรดลใจเหมือนกัน ให้ผมต้องเปิดไปดูมัน แต่ที่แน่ๆ คือมันอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับอดีตที่ลึกกว่านั้น กับปัจจุบัน และกับอนาคตของผมด้วย เดี๋ยวผมจะเล่าต่อไปทีหลังว่ามันเกี่ยวกันยังไง
มีครั้งนึงตอนบ่ายที่คนอื่นกำลังนอนที่หอนอน (ปัจจุบันหอนอนได้กลายเป็นห้องสมุดโรงเรียนไปแล้ว และเด็กอนุบาลย้ายไปนอนที่หอประชุมแทน) แล้วผมไม่หลับ ยังไงก็ไม่หลับ ผมก็ตัดสินใจตื่นขึ้นมา เดินไปหาพวกครูที่ปกติเวลาพวกผมนอนกันก็นั่งกินข้าวกัน ซุบซิบนินทาเรื่องชาวบ้านกัน ผมไม่หลับ ก็เห็นหมดแหละ แต่พวกครูไม่เฉลียวใจหรอก 555 ผมตื่นขึ้นมา ก็บอกครูว่าผมไม่หลับ ก็บอกให้ผมปลุกคนอื่นเลย ตอนนั้นผมก็ว่ายังไงๆ อยู่เหมือนกัน แต่ความเป็นเด็ก (ผู้มี"อภิสิทธิ์") ผมก็ปลุกคนอื่นเสียงดังลั่นเลย แล้วคนอื่นก็ตื่นกัน ไม่รู้คนอื่นเค้าจะคิดยังงกะผมนะ แต่ตอนนั้น "ผมไม่สน" เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องนึงที่ผมพอจำได้ จากความทรงจำที่เลือนลางช่วงอนุบาล 1 แล้วผมก็รีดออกมาให้คุณอ่านกัน ตอนหน้า ผมคงจะเล่าเรื่องราวช่วงอนุบาล 2 นั่นแหละ โปรดติดตามตอนต่อไป
edit @ 13 Jan 2009 22:24:30 by LNS@BDZ
นี่แหละครับ บ้านหลังที่ 2 ของผม โรงเรียนถนอมพิศวิทยา โรงเรียนเอกชนที่ญาติของผมบริหารงานเอง ผมเข้าไปในฐานะนักเรียน เลขประจำตัวที่ 10048 และมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าของโรงเรียนด้วยอีกส่วนหนึ่ง
แน่นอนละ ผมค่อนข้างจะมี "อภิสิทธิ์" มากเกินกว่าคนอื่นๆ ด้วยซ้ำในโรงเรียน ไม่ว่าจะเรื่องไหนๆ เรื่องนี้ผมค่อยเล่าแล้วกัน ก่อนอื่นผมเล่าลำดับเหตุการณ์ก่อน
เริ่มจากนักเรียนอนุบาลปีที่ 1/2 เสื้อเอี๊ยมสีม่วงเข้ม ผมยังจำชื่อครูประจำชั้นได้นะ (แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยไปหาหรอก) ต้องให้เกียรติกับครูคนแรกที่สอนหลายๆ อย่างให้ผม แล้วผมก็ยังใช้ในสิ่งที่ครูสอนหลายๆ อย่างมาถึงทุกวันนี้ พงศาวดาร L ตอนนี้ ขอยกให้กับ
ครูนวลอนงค์ เวียงแก้ว
ครูคนแรกของผมจริงๆ แต่ครูคงไม่น่าจะมาดูบล็อกของผมตรงนี้หรอก ถ้ามาอ่าน คงดีใจมากๆ ที่ผมยังจดจำครูเขาได้ ตอนนี้ครูยังมีชีวิตอยู่ และยังเป็นครูอนุบาลเช่นเดียวกันกับเมื่อ 13 ปีที่แล้วที่ผมยังเป็นเด็กอนุบาลตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น แต่ตอนนี้ ผมใช้คอมพิวเตอร์คล่องแล้ว ถึงขนาดว่ามีเครือข่ายตัวเองมากมายในอินเตอร์เน็ตทุกวันนี้ ผมก็ยังไม่ลืมครูคนนี้ครับ ถ้าไม่มีครูคนนี้ ผมก็อาจจะไม่ได้มาทำบล็อกอย่างที่คุณเห็นตอนนี้ก็ได้
ชีวิตของผมตอนอนุบาล มีอะไรมากมั้ย ผมบอกว่าไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ เรียนแค่ครึ่งเช้า ตอนบ่ายก็นอน (ซึ่งตอนนั้นผมไม่ค่อยอยากนอนเท่าไหร่หรอกนะ) เสร็จก็กลับบ้าน ชีวิตเด็กอนุบาลสบายจริงๆ ไม่มีอะไรมาก ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีกแหละ แต่ไม่รู้ทำไม ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ อยากจะเป็นเด็กประถมไวๆ แต่พอมาจริงๆ อยากกลับไปเป็นเด็กอนุบาลอีกครั้ง นี่แหละครับชีวิตคน คนเรามักจะไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่
ย้อนมาดูอดีตของตัวเองในช่วง 3 ปีแรกๆ ตั้งแต่ 29 มกราคม 2536 ถึงวันที่ 29 มกราคม 2539 แน่นอนว่ามีอะไรที่เยอะมากเหมือนกัน แต่ผมจำไม่ได้หรอกว่ามันเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น สิ่งที่ผมเล่าต่อจากนี้ จะเป็นคำบอกเล่าของญาติผู้ใหญ่ของผมและจากบันทึกประวัติศาสตร์ ว่าเกิดอะไรขึ้นในขณะนั้น
มีช่วงเวลาหนึ่งในช่วง 3 ปีนี้ที่ทั้งครอบครัวผมไปเที่ยวที่ฮ่องกงกันหมด ทิ้งผมในขณะนั้นที่ยังเป็นเด็กอ่อนเอาไว้ที่บ้าน แล้วตอนนั้นมีคนที่บ้านฝันว่าเห็นคุณตาทวดของผม ที่เป็นปู่ของแม่ของผมมาช่วยดูแลผม ท่านบ่นประมาณว่า "ทุกคนไปเที่ยวทิ้งเหลนไว้ที่บ้าน ต้องมาช่วยดูแลให้" ประมาณว่าท่านไม่พอใจมาก แต่ตอนนั้นผมจำไม่ได้หรอก ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น เรื่องนี้ แม่ผมเล่าให้ฟัง
อีกเรื่องนึงคือผมเข้าโรงเรียนอนุบาลตั้งแต่ 2 ขวบกว่าๆ ประมาณว่ายังไม่ได้เข้าโรงเรียนจริงๆ แต่ก็ให้ผมปรับตัวก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาลจริงๆ ประมาณ 1 เทอม รู้สึกว่าคงจะให้ผมเข้าเนอสเซอรี่มั้ง แต่เท่าที่ผมจำได้ มีเพื่อนคนนึงที่เกเรมาก คงหมั่นไส้ผมด้วยมั้งที่ผมมีศักดิ์เป็นหลานของเจ้าของโรงเรียน ก็แกล้งผมหนัก เพื่อนคนนั้น ต่อมากลายเป็นคนที่รู้จัก และอยู่โรงเรียนเดียวกันกับผมมาตลอด 12 ปี ก่อนที่ผมจะมาที่มหิดลวิทยานุสรณ์ทุกวันนี้
ซึ่งโรงเรียนอนุบาลที่ผมจะเข้านี่ เป็นโรงเรียนเอกชน ซึ่งคุณยายของผมเป็นเจ้าของเอง ซึ่งจะเป็นโรงเรียนที่ผมอยู่มายาวนานถึง 9 ปีถ้วนหลังจากนี้ไป โรงเรียนอะไร โปรดติดตามตอนต่อไป
edit @ 28 Dec 2008 16:07:10 by LNS@BDZ
posted on 27 Dec 2008 00:25 by lns-bdz in Suppe-Hera
ตอนนี้ บล็อกนาย L ก็เพิ่งเปิดแฟรนไชส์ใหม่ สดๆ ร้อนๆ ในเว็บไซต์ที่รุ่นพี่ของ L เองดำเนินการอยู่ ที่ Bornbin.com เป็นสาขาที่ 2
ซึ่งจาก Theme ของเจ้าของเว็บ ที่เป็นที่ 1 สอวน. คอม ระดับชาติ เมื่อปี 2551 แน่นอนละครับ คือ Theme ของเราในการโพสต์ ก็จะปรับตามไปด้วย คือจะพูดถึงอยู่ 2 เรื่อง
-
เรื่องในโรงเรียน
-
เรื่องของคอมพิวเตอร์ Programming ล้วนๆ
ก็จะพูดถึงแค่เท่านี้ ส่วนที่สาขา 1 ก็จะเน้นเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นแน่ๆ คือ สาขา 1 กับสาขา 2 จะทำคนละเรื่องกัน ไม่เกี่ยวกัน
ที่อยู่บล็อกก็ที่นี่ครับ http://bornbin.com/lnsatbdz ติดตามความเคลื่อนไหวได้ เพราะที่นั่นก็จะโพสต์เปิดบล็อกในเวลาไล่เลี่ยกันกับที่บทความนี้จะถูกโพสต์ไป
หลายๆ คน น่าจะรู้ว่าผมมีชื่อเรียกมากกว่า 1 ชื่อ บางคนก็เรียก "ตั๋ง"-ชื่อเล่นจริงๆ ผมเอง บางคนก็เรียก "แอล" "พี่แอล" หรือ "น้องแอล" นี่ก็ชื่อเล่นในบอร์ดที่ผมตั้งขึ้นมา บางทีก็มีชื่อเรียกแปลกๆ อาทิเช่น "อู๊ด"(?) "โอ๊เย"(?) ฯลฯ ตามกาลสมัย แต่ชื่อจริงๆ ของผม ที่มีหนึ่งเดียว ก็คือ "ชะเนษฎ์"
"ชะเนษฎ์" เป็นชื่อจริงๆ ของผมในสำมะโนครัวและบัตรประชาชน (สะกดอย่างนี้เท่านั้นนะครับ สะกดอย่างอื่นแสดงว่าไม่ใช่แน่ๆ เพราะผมเป็น "ชะเนษฎ์" น่าจะหนึ่งเดียวในประเทศไทย) ผมใช้อยู่อย่างนี้ นับมาถึงตอนนี้ก็เป็นปีที่ 16 แล้ว ผมเล่าแล้วกันว่าชื่อเหล่านี้มาจากไหน
อย่าง "ตั๋ง" ก็มีที่มาจากคุณยายของผมเอง ตั้งให้ตั้งแต่ผมยังไม่คลอดออกมาด้วยซ้ำ มีนัยสำคัญถึงญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายแม่ของผมด้วย โดยชื่อเล่นของแม่และพี่น้องทั้งหมดจะขึ้นต้นด้วย "ต" ทั้งหมด และชื่อเล่นของลูกพี่ลูกน้องของผมซึ่งเป็นลูกของพี่สาวของคุณตาของผม อันนี้ก็เห็นว่าขึ้นด้วย "ต" เหมือนกัน แล้ว 1 ในนั้นมีคนนึงที่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงพอสมควรแหละครับ ถ้าผมบอกแล้วจะต้องรู้เลยว่าเป็นใคร(ก็แน่อยู่แล้ว) มันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเครือญาติด้วยหรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่แน่ใจ
"ชะเนษฎ์" อันนี้มีที่มาจากแม่ของเพื่อนของพ่อ นัยว่าท่านนี้รู้เรื่องโหราศาสตร์ด้วย ก็เลยตั้งชื่อออกมา ผสมได้มั่วดีมาก ขอชื่นชมไว้ ณ ที่นี้เพราะคนเขียนผิดกันเยอะ แถมเมื่อนำไปเช็คด้วยหลักเลขศาสตร์ ได้เลขที่ไม่งามอีกต่างหาก ผมอยากรู้จริงๆ ว่า เขาใช้อะไรตั้ง จริงๆ นะ
ส่วน "แอล" ไม่ต้องบอก ตั้งมาจากตัวหน้าของ "LNS@BDZ" นั่นแหละ เอาตัวหน้าตัวเดียว ส่วนใหญ่ในเว็บบอร์ดก็เรียกกัน แม้แต่ชื่อบล็อกก็ด้วย ก็มาจากที่เดียวกัน
edit @ 27 Dec 2008 01:25:16 by LNS@BDZ
posted on 03 Dec 2008 23:33 by lns-bdz in L-Diary
วันนี้ ผมก็ขอบันทึกเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ชีวิตของผมหน่อยนึง ในฐานะ LNS@BDZ ที่มีภาคอวตารประมาณ 20 ภาค และได้มีการอวตารภาคที่ 21 ในเว็บไซต์พันทิปในวันนี้ เนื่องจากเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ได้มีโอกาสเข้ามาในเว็บบอร์ดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในระดับประเทศ สังคมเว็บบอร์ดก็กว้างขวางขึ้นทุกขณะ จากคนในวงแคบๆ ตอนนี้ก็มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่มีความรู้ ความสามารถ ความถนัด ความเชี่ยวชาญหลายด้าน ก็เป็นโอกาสดีครับที่จะมีการเฉลิมฉลองกันสักหน่อย เนื่องจากกว่าจะสมัครได้ต้องใช้เวลาถึง 3 วันด้วยกัน
วันนี้เวลา 22 นาฬิกา 18 นาที 48 วินาที ท่านแอลได้โพสต์ความคิดเห็นเป็นครั้งแรกในเว็บพันทิปที่ห้องหว้ากอ ห้องย่อยเรื่องลึกลับ กระทู้ "ถ้าไม่เรียนกวดวิชาเลย จะมีโอกาสสอบติดเอ็นทรานซ์ไหม" ซึ่งมีรายละเอียดการโพสต์ดังนี้ครับ
งั้นผมเล่าเรื่องของผมซักเรื่องนึง ประสบการณ์ตรงๆ ของผม
คือตอนอยู่ ม.3 ผมเคยสมัครเรียนที่โรงเรียนกวดวิชาชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านอนุสาวรีย์ ที่มีคอร์สติวเข้า ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ แล้วพอดีมีเพื่อนผมอยู่ 2 คน ก็มาเรียนกะผมด้วย แล้วทีนี้ ผมไม่อยากเรียน ก็โดดๆๆๆ เข้าครึ่งแรก ครึ่งหลังก็ออกไปเดินเล่นแล้ว บางสัปดาห์ขี้เกียจเข้าก็ไม่เข้าเลย ถ้าจะว่ากันจริงๆ คือเพื่อนผมขยันกันจริงๆ ก็เข้ากันบ่อยกว่าผมอีก
มาดูวันสอบ เอาเข้าจริงๆ เพื่อนที่ขยันกว่าผมไม่ติดนะ เพื่อนผมหลายๆ คนดันอุตส่าห์หยุดเรียนก่อนวันสอบไปอ่านหนังสือ ทุ่มกันเต็มที่ แต่ผมก็ดำเนินชีวิตของผมตามปกติ ก็ติดเข้าไปสอบกันต่อรอบสอง ปัจจุบันนี้ผมก็อยู่ที่มหิดลฯ แหละ ม.4 ติดตัวจริงตอนประกาศผลด้วย
แล้วทีนี้เรื่องเรียนพิเศษมีผลมั้ย
1.ถ้าอาจารย์เอาใจใส่ดี ไม่กั๊กความรู้เอาไว้ไปปล่อยตอนสอนพิเศษให้นักเรียนมาเรียนพิเศษกะตัวอาจารย์เอง(ประมาณว่าเงินเดือนไม่พอ อยากได้เงินนักเรียนเพิ่มอีก) แบบนี้ผมก็เคยเจอมาเหมือนกัน ถ้าอาจารย์เอาใจใส่จริงๆ ก็สอนความรู้ให้นักเรียนเต็มที่อยู่แล้ว มันก็ไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษเท่าไหร่ในวิชานั้นๆ (ยกเว้นกรณีที่ว่าไม่ตั้งใจเรียน หรือเรียนแล้วมันไม่รู้เรื่องจริงๆ ถ้าอาจารย์มีจิตวิญญาณความเป็นครูสูงพอ กรณีหลังนี้อาจารย์ช่วยแน่นอน แต่กรณีแรกก็ตัวใครตัวมัน)
2.ถ้าไบร์ทจริงๆ วิชาใดวิชาหนึ่ง (อย่างเช่นพวกผ่าน สอวน. สาขาต่างๆ) ก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียนพิเศษให้เหนื่อยอีก (เพราะรู้เรื่องอยู่แล้ว)
3.ถ้าในกรณีที่ว่าความรู้ที่โรงเรียนให้ดีแล้ว แต่ไม่มากพอกับความต้องการ ถ้าจะไปเรียนก็ไม่ผิดอะไร เพราะมันเป็นการเสริมความรู้ ไม่ใช่ไปย้ำที่เรียนกันอยู่แล้วซ้ำไปซ้ำมาแบบที่พ่อแม่ที่เชื่อค่านิยมผิดๆ นิยมให้ไปเรียนกัน
สุดท้ายก็อยากก่นด่าอีกเรื่องนึง คือแม่ของผมเองพยายามแล้วพยายามอีกจะให้ผมไปเรียนพิเศษ ซึ่งผมไม่เอา เพราะเหนื่อยการเดินทางด้วยอย่างนึง ไหนจะเรียนที่โรงเรียนก็หนักแล้วอย่างนึง คือผมไม่มีกะใจจะเรียนพิเศษแล้ว แม่ผมก็อ้างเพราะตกวิชานู้น ตกวิชานี้ ถามว่าผมอยู่มหิดลวิทยานุสรณ์ สอบตกผิดปกติมั้ย ผมก็ว่าไม่ผิดปกติ ใครๆ ก็เคยตก แถมใครไม่เคยตก ผมจะว่าเก่งจนผิดปกติด้วยซ้ำ แล้วทีนี้อยู่โรงเรียนเก่าผมไม่เคยตก ขนาดคะแนนห่วยสุดที่โรงเรียนเก่าเท่าที่ผมเคยทำได้ยังแค่ 6/10 คิดดูแล้วกันครับ ลูกไม่เคยตก แล้วถ้าแม่อยากจะให้ลูก"ผิดธรรมชาติ"ด้วยการ"ตกไม่เป็น"อีกต่อไป มันก็ยังไงๆ อยู่ใช่มั้ยครับ